SoundMind

ภายนอกแดดคงเปรี้ยงๆในตอนเที่ยง
แต่ภายในบ้านเครื่องปรับอากาศทำงานอย่างหนักเพื่อให้ความเย็นกว่าข้างนอกนิดนึง
เสียงร้องเพลง I think I love U
เหมือนโฆษณา I-mobile600 ก็ดังขึ้นจากเครื่องรุ่นนั้นแหละ

ดิฉันละสายตาจากโน้ตบุ๊คที่แต่งบล็อคอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
"คุณ...ใช่ไหมครับ" เสียงนั้นบอกเราว่าให้ไปสัมภาษณ์งาน พรุ่งนี้!!!

พรุ่งนี้ เอ่อ...ก็ได้ค่ะ(วะ) สิบโมง เอ่อ...ก็ได้ค่าาาา
วางสายไปแล้ว...แล้วตูจะมีชุดใส่ไปสัมภาษณ์มะเนี่ย
แล้วมันตำแหน่งอะไรฟระ(ลืมถาม)
จำได้ว่า ใช้เจ้าjobbees.com เนี่ย สมัครไปในตำแหน่ง เลขาฯ
แต่ที่นี่มันเป็น Law firm นะ (สมัครไปที่เดียวเลยจำได้) เราจบนิติ มา
เค้าอาจจะให้ไปเป็นทนายฝึกงานก็ได้
ใครจะไปรู้

ด้วยเกรดอันไฮโซของเรา คนที่เราแจ้งข่าวไปจ๊ะจ๋าวันนี้
เลยมีแต่คนประณามง่ะ ผิดด้วยหรอเนี่ย
คือในความคิดเรา เลขาฯอย่างน้อยก็น่าจะกลับบ้านเร็วกว่าทนาย Law firm
จะได้มีเวลาสำหรับเรียนเนติกับตั๋วทนายแล้วก็อ่านสอบโทเฟลได้
แถมยังได้เรียนรู้จากทนายด้วยว่าเค้าทำงานยังไง
เขียนเอกสารยังไง...แบบครูพักลักจำนะฮ้าาา

หรือว่าเราคิดผิดน้อ

ปล.มีคนบอกว่าที่คิดว่างานสบายกว่านั้นไม่จริง สำหรับเลขาฯLaw firm
มันต่างจากเลขาฯบริษัท...คงได้รู้พรุ่งนี้...มั้ง

ปล2.ควรใส่อะไรไปสัมภาษณ์งานดีคะเนี่ย...จากการซาวด์เสียงแล้ว ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ถ้างานแนวครีเอทนิดนึงก็คงไม่ต้องสูท แต่ถ้าเป็นงานโปรเฟสชันนัลก็ชุดสาวออฟฟิศหรือสูท(เลขาฯนะเว้ยยย สูทเลยหรอ) แต่เพื่อนอีกจำนวนนึงก็บอกว่า ชุดนิสิตนักศึกษาเนี่ยแหละ กันเหนียว ไงก็ดูดีทุกสถานการณ์(แต่เคยอ่านเจอว่ามันจะทำให้เราดูเด็กดอย ด้อยประสบการณ์)

ปล3.ตอนหน้าจะมาเล่าว่า Law firm คืออะไร อะไรจึงเรียกว่า Law firm แล้วกันนะคะ


edit @ 2006/05/03 22:58:10

หลังจากที่งงๆ ก่งก๋งไปเมื่อวาน

วันนี้ก็ถึงรายการไปตามนัด โอย...แต่กว่าจะออกจากบ้านได้

นั่งรถ ต่อ รถแท็กซี่ ต่อ รถใต้ดิน แล้วก็ย่ำต๊อกหาตึกหาลิฟท์แล้วก็สำนักงานอีก

ไปถึงก็เกือบจะ...เลยสิบโมง...ไปหลายนาที(นัด10โมง)

สัมภาษณ์ก็มาสายแล้ว ทำงานไม่ต้องพูดถึงใช่มะ

ไปถึงเปิดประตูเข้าไป...นี่หรือ law firm แต่ก็ทำใจไว้ก่อนแล้วอะนะ

ว่าที่นี่ก็เล็กๆ แล้วพี่ทนายวันนี้ก็อยู่คนเดียว คนอื่นหายหมด คิดดูดิ

คนเดียวที่อยู่วันนี้ เรียกเค้าว่า พี่นพแล้วกันเนอะ(เริ่มนินทาเจ้านายแต่วันแรกเลย)

พี่นพ...บอสใหญ่สุด

เริ่มกระบวนการสัมภาษณ์งาน

เป็นการสัมภาษณ์ที่ เราแทบไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจาก "ค่ะ" "..."(ยิ้ม)

เป็นอันว่าเค้ารับเราแต่แรกแล้วแหละ

แต่ว่าพูดๆๆไป แล้ว...งานที่จะให้ดิฉันทำล่ะคะ

มันคืออะไร

แม้แต่คนพูดก็ยังไม่รู้ คนเงียบเลยต้องถามว่า เอ่อ สมัครเลขามา ต้องทำอะไรบ้างคะ

...จึงพึ่งถึงบางอ้อ ทั้งคู่ว่า อ่อ จะให้เราทำผู้ช่วยทนาย แต่สมัครมาจะทำเลขาฯก็ได้(อ่าว เป็นงั้นไป)

คำถามสำคัญ ธาตุM - Money

หลังจากเห็นสภาพที่ทำงานแล้ว...เรียกเท่าไหร่ดีหว่า

แต่ขี้เกียจหาที่อื่นแล้ว...ปากไวบอกไปว่า ซักหมื่นนึงก็พอ

พี่เค้าคงขำ เลยเพิ่มให้เป็นหมื่นหนี่ง... ... ...(รู้งี้เรียกหมื่นห้าก็ดีหรอก ธาตุ งอกอ เริ่มเข้าแทรก)

แต่ไม่เป็นไรค่ะ เลขาฯ กลับบ้านตรงเวลา ทำงานทาส เอ๊ย เอกสาร

จริงๆที่นี่ดูไม่เน้นกฎหมายเลยแฮะ มันไปทางสอนภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย

ก็ดี เห็นเค้าบอกว่าให้เราเรียนคอร์สเค้าฟรี เย้!! แต่ว่า วันเสาร์ต้องมาทำหน้าที่ลงทะเบียนกับจัดของว่าง(งานโคด labour เลยจริงๆ)

วันนี้ไม่มีใครอยู่เลย ไม่รู้จะเรียนงานจากใคร

เลยทำงาน นิดๆหน่อยๆ(ขนาดทำนิดหน่อย ยังจะสติแตก คนโทรมาถามก็ไม่รู้อะไรเลย)

แล้วก็ขอกลับ พร้อมเริ่มงานวันจันทร์ค่า..

ปล. สรุปว่าใส่ชุดสุดเก่งที่มีอยู่ชุดเดียวไป เสื้อขาวกระโปรงเทา คงต้องไปซื้อชุดทำงานแล้วหละ

ปล2.ขากลับนั่งรถแม่ไปกินข้าว...แล้วก็สุดแสนเบื่อกับง่วงมั่ก เลยว่าจะนั่งรถเมล์กลับ แต่รถที่กลับได้ก็มีแต่รถเขียว ...เศษเหล็กวิ่งได้ยังอาย... ร้อนสุดๆ นึกสาปแช่งความห่วยของชีวิตไปครึ่งทาง อีกครึ่งนึง ไว้สำนึกว่า ลำบากไว้แหละดี จะได้ไม่หัวสูงนัก สู้งานหนัก แล้วจะสบาย เจ้าค่า...(หวังว่านะ)


edit @ 2006/05/04 15:07:58

ก่อนที่คุณจะตัดสินอะไรไปหลังจากอ่านเรื่องนี้

ขอให้คุณคิดก่อนว่าถ้าคุณเป็นเด็กน้อยที่หวาดกลัวคนนั้นล่ะ

แต่คุณคงไม่โง่เหมือนเราหรอก...จริงมั้ย

อย่างที่บอกเมื่อวานไปสัมภาษณ์งานมา แล้วก็ขอไปเริ่มวันจันทร์แล้วกัน

(เค้าถามว่าเริ่มวันนี้ได้เลยมั้ย) จริงๆแล้วงานนี้โทรมาปุ๊บ ก็ให้สัมภาษณ์วันรุ่งขึ้นเลย

แล้วจะให้เริ่มงานเลย สมองเล็กๆของเราจึงรู้สึกตั้งรับไม่ทันจริงๆ

...

...

แต่พอได้กินข้าวอิ่มๆแล้ว ฟันเฟืองเล็กๆในสมองเล็กๆก็เริ่มจะหมุน

เมื่อคืนเลยคิดไปคิดมาครึ่งคืนตามประสาคนนอนยาก มักจะมีเรื่องกวนใจ

ให้คิดเวลาหัวจะถึงหมอนเนี่ยหละ

...

...

อย่างแรกคือ ความรู้สึกของเซ้นส์ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์

จริงๆก็ตั้งแต่แรกเปิดประตูเข้าไป

คำถามนึงหลังจากที่พี่เค้านั่งพูดอะไรให้ฟังไปซักพัก(พี่ไหน?พูดอะไร? อ่านได้ที่บลอคที่แล้วค่ะ)

คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจตอนที่นังฟัง

"กูมาทำอะไรที่นี่วะ" ความรู้สึกว่า ไม่ใช่

พอได้ลองหยิบๆจับๆงานดูวันนั้น มันก็เป็นงานที่เราก็ทำได้แหละ

และก็คงไม่ลำบากใจที่จะทำ

แต่ว่าพอลองมาคิดดู

เงินเดือนที่บอกไปตอนแรก กับที่พึ่งรู้ว่าต้องทำงานวันเสาร์ด้วย

แล้วก็พอคิดตัวเลขที่บ้านหักประกันสังคม หักภาษี

(ซึ่งตอนแรกลืมคิดถึงไปว่าต้องมีหักอีกนี่หว่า)

มันไม่โอเคเลยอ่ะ ไม่โอเคเลยจริงๆๆๆๆๆๆนะ

ลองมาคำนวณกับรายจ่ายที่พอทำงานแล้วก็ไม่ควรจะแบมือขอตังค์พ่อแม่อีก

ทำให้รู้สึก ไม่แฮปปี้เข้าไปใหญ่

เมื่อวานตอนแรกก็คิดว่า หรือว่าเราจะขอเงินเดือนมากกว่านี้ได้มั้ย

(รู้สึกว่าตัวเองโง่มากจริงๆ ก็นึกด่าตัวเองในใจอยู่แล้ว

ที่จบเกรดดี โรงเรียนดีอย่างนี้ ยังซื่อบื้อขนาดหนัก ไม่บอกเค้าไปแต่ตอนแรก)

มันเป็นสัมภาษณ์งานครั้งแรก ที่ทำอะไรไม่ถูกจริงๆ

ปรึกษากับแฟน เค้าก็ว่า ถ้าคิดว่าไม่แฮปปี้ก็คงต้องบอก

แต่ก็มีใจนึงที่เค้าไม่อยากให้บอก...เหมือนกัน

เก็บไปคิดหนึ่งคืน ถึงจะอ้าปากบอกแม่

ตอนนั้นรู้สึกกลัวมาก จะบอกแม่ยังไม่รู้จะพูดไง

จะไปบอกเค้าก็ไม่กล้า ใจมันหวั่นๆ

แต่ก็รวบรวมความกล้าบอกแม่ อยากให้แม่ช่วยชี้ทางให้เรา

และอีกใจก็อยากให้แม่ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ซัพพอร์ตเราเป็นกำลังใจให้ด้วย

แต่ว่า เป็นการตัดสินใจพลาดที่ผิดมหันต์(ยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกไปกว่าเดิม)

คำแรกที่แม่บอกคือ "สมน้ำหน้า"

แล้วก็ว่า เราทำอย่างนี้มันทำให้เราเสียคนไปเลยด้วย แล้วก็...ฯลฯ

...

...

รู้สึกเสียใจจริงๆที่บอกแม่

รู้สึกเสียใจจริงๆที่โง่ไม่บอกเค้าแต่แรก

รู้สึกเสียใจจริงๆที่พลั้งปากไปตอนแรก

รู้สึกเสียใจจริงๆที่ไปสัมภาษณ์

และ

รู้สึกเสียใจจริงๆที่เกิดมาเป็นคน ...ไม่สามารถทำตามสัญญาได้

ปล. คิดว่ายังไงเราก็คงต้องไปบอกเค้าวันจันทร์ว่าไม่รับงานนี้ และต้องขอโทษจริงๆ

ถึงยังไม่ได้เซ็นสัญญา แต่ก็ผิดคำพูดไปจริงๆ อันนี้รู้ดี แต่ว่าคงไม่ต้องการให้ใคร

มาบอกสิ่งที่เรารู้แล้ว และตอกย้ำความรู้สึกผิดหรอก